บีบีซี - “เพ็ญ” ให้สัมภาษณ์กับ “บีบีซี” ยันความพยายามล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังเดินหน้าต่อไป แต่เปลี่ยนแผนหันมาใช้ความรุนแรง ในจำนวนนั้นรวมไปถึงการใช้อาวุธโจมตี
       
       ในรายงานข่าว Thai protesters 'plan new action' เสนอโดยผู้สื่อข่าว โจนาธาน เฮด ระบุว่าขณะที่กรุงเทพฯ ยังอยู่ในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หนึ่งในแกนนำของผู้ประท้วง “เสื้อแดง” ประกาศกับบีบีซีว่าจะยังคงต่อสู้แบบปิดลับในความพยายามต่อต้านรัฐบาล
       
       นายจักรภพ เพ็ญแข ได้หลบหนีไปยังต่างแดน หลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงเมื่อสัปดาห์ก่อน และระหว่างให้สัมภาษณ์กับบีบีซีจากที่หลบซ่อนซึ่งไม่เปิดเผย เขาบอกว่ากลุ่มเคลื่อนไหวนี้จะใช้ยุทธวิธีที่ต่างออกไปในการเผชิญหน้ากับรัฐบาล ในจำนวนนั้นรวมไปถึงการโจมตีด้วยอาวุธ
       
       บีบีซีรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงอ้างว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลที่ผิดกฎหมายและต้องการให้จัดการเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม จากการล่มสลายอย่างกะทันหันของคนเสื้อแดงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การเคลื่อนไหวตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน
       
       สำนักข่าวชื่อดังของอังกฤษแห่งนี้ระบุว่า แกนนำ 5 คนถูกจับและยังอยู่ในการควบคุมตัวภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ออกหมายจับคนอื่นๆอีก 48 ราย ทว่าหนึ่งในแกนนำของพวกเขา นายจักรภพ เพ็ญแข ได้หลบหนีออกนอกประเทศ
       
       ในการให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์จากสถานที่ที่ไม่เปิดเผย นายจักรภพบอกกับบีบีซีว่า ความพยายามล้มรัฐบาลปัจจุบันยังคงมีต่อไป แต่พวกเขาจะไม่อาศัยวิธีการประท้วงแบบเดิมๆ อีกแล้ว
       
       “ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินช่วยได้มาก มันนำประชาชนลงสู่ใต้ดิน ผมเชื่อว่าพื้นที่ของการต่อสู้โดยปราศจากอาวุธและวิถีทางที่ไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อคลี่คลายปัญหาในไทยค่อยๆ เล็กลงทุกๆ วัน” เขากล่าว

edit @ 22 Apr 2009 21:46:52 by Chiang Mai Gate

อดีตผู้อำนวยการตรวจคนเข้าเมืองนิการากัว ค้านรัฐบาลมอบพาสปอร์ตทูตให้ “นช.แม้ว” ระบุประธานาธิบดีฝ่าฝืน กม.มอบตำแหน่งสำคัญให้ชาวต่างชาติ นับเป็นอาชญากรรม ขณะผลสำรวจคะแนนนิยม “ดาเนียล ออร์เตกา” ดิ่งวูบ มี ปชช.สนับสนุนไม่ถึง 18% ด้านการ์ตูนนิสต์ นสพ.ท้องถิ่นเหน็บรัฐบาลตั้ง “แม้ว” เป็นทูตลงทุน เหมือนตั้งผู้ก่อการร้ายเป็นทูตสันติภาพ
       
       เว็บไซต์
nicaraguanpost.com รายงานว่า ผลสำรวจคะแนนนิยมของประธานาธิบดีดาเนียล ออร์เตกา แห่งนิการากัว ครั้งล่าสุด ที่จัดทำโดย M&R ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ La Prensa พบว่ามีประชาชนชาวนิการากัวเพียง 17.7% ที่เห็นว่าผู้นำของเขามีผลงานดีและดีมาก ขณะที่อีก 67.8% ไม่เชื่อว่าประธานาธิบดีของพวกเขาได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องที่จะช่วยประเทศนิการากัว
       
       ทั้งนี้ นายออร์เตกาชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือน พ.ย.2549 ด้วยคะแนนคิดเป็น 37.99 % โดยก่อนหน้านี้เขาเคยได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในช่วงปี 2528-2533 หลังจากมีชื่อเสียงในฐานะเป็นผู้นำแนวร่วมปลดปล่อยซานดินิสตาที่โค่นล้มจอมเผด็จการโซโมซาได้สำเร็จในปี 2522 อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งในปี 2533, 2539 และ 2544 เขาลงเลือกตั้งทุกครั้งแต่ประสบกับความพ่ายแพ้มาตลอด จนกระทั่งครั้งล่าสุดจึงได้ชัยชนะกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง
       
       เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลนิการากัวได้มอบพาสปอร์ตทูตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีอยู่นอกประเทศ โดยแต่งตั้งให้เป็นทูตพิเศษปฏิบัติหน้าที่ในการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศย่านอเมริกากลางแห่งนี้
       
       อย่างไรก็ตาม นายอาวิล รามิเรซ (Avil Ramirez) อดีตผู้อำนวยการตรวจคนเข้าเมืองของนิการากัวแสดงการคัดค้านการตัดสินใจของรัฐบาล โดยระบุว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการมอบพาสปอร์ตทูตให้กับชาวต่างชาติ การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรม
       
       ขณะที่นักเขียนการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์
El Nuevo Diario หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของนิการากัว ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษาสเปน ฉบับวันที่ 18-19 เม.ย.2009 ได้ล้อเลียนการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยไม่รู้จักพอ ให้เป็นทูตพิเศษเชิญชวนนักลงทุนเข้าไปลงทุนในนิการากัว ว่า คงไม่ต่างจากการแต่งตั้งผู้ก่อการร้ายให้เป็นทูตพิเศษด้านส่งเสริมสันติภาพ
       
       อ่านข่าวต้นฉบับ:
       
http://www.nicaraguanpost.com/nicaragua/low-numbers-for-ortega-in-nicaragua
       http://www.elnuevodiario.com.ni/pix/2009/04/480x480_1240092506_CaricaturaG.gif

edit @ 22 Apr 2009 17:47:49 by Chiang Mai Gate

คมชัดลึก

 

 

 :รัฐบาลนิคารากัวยังนิ่งเฉยกรณี "ทักษิณ" ระบุประธานาธิบดีไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ขณะที่ฝ่ายค้านจี้รัฐบาลแจงข้อเท็จจริงมีผลประโยชน์อะไร “บรรหาร”หนุนแก้รัฐธรรมนูญเชื่อ “อภิสิทธิ์” จริงใจหลังสถานการณ์กดดัน วอนทุกฝ่ายเห็นแก่ประเทศ หันหน้าหากันจูบปากไม่ได้ก็จูบแก้มแทน "อภิสิทธิ์"ระบุประชุม 2 สภาต้องการให้เป็นเวทีชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช่สร้างความขัดแย้ง "พงศ์เทพ"ชี้นิรโทษกรรมไม่ประเด็นหลักแก้ไขปัญหาสังคมไทย ระบุปัญหาใหญ่มาจากรธน.ปี 50

 

(21เม.ย.) รัฐบาลของประธานาธิบดีแดเนียล ออร์เตก้า ที่สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเว็บไซท์ข่าวในอินเตอร์เน็ตอย่างน้อย 4 แห่ง ยังคงนิ่งเฉยต่อประเด็นใหม่ที่จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างไทยกับนิคารากัว และกรณีที่มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ต้องหาหลบหนีคดีจากประเทศไทย ไปโผล่ที่กรุงมานากัว เมืองหลวงของนิคารากัว หลังเดินทางออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพราะได้หนังสือเดินทางทางการทูตที่นิคารากัวออกให้

เจ้าหน้าที่ของกองตรวจคนเข้าเมือง ในสังกัดกระทรวงต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่สนามบินนานาชาติ ซานดิโน่ เปิดเผยว่า ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าประเทศ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามที่สื่อมวลชนไทยรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

ด้านสำนักงานโฆษกของประธานาธิบดีออร์เตก้า ในกรุงมานากัว ได้เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับหนังสือเดินทางทางการทูต และมีตำแหน่งเป็นทูตพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ การเปิดเผยเรื่องนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากวิจารณ์จากฝ่ายค้าน ที่เตือนว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ที่เอาตำแหน่งสำคัญนี้ไปให้กับต่างชาติ พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลอธิบายให้ชัดเจนว่า ทำแบบนี้แล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์อันใดบ้าง

แม้จะไม่มีการทำข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่รัฐบาลไทยพยายามขอร้องให้ทางการนิคารากัวส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้ แต่แม้จะมีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง " ทูตพิเศษ " แต่รองประธานาธิบดีไฆเม่ โมราเลส คาราโซ่ ที่รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์กับนักธุรกิจต่างชาติ กลับกล่าวว่า ไม่รู้จักพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว และกล่าวด้วยว่า เท่าที่จำได้ ประธานาธิบดีออร์เตก้า ก็ไม่รู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณเช่นกัน คิดว่าอาจจะมีที่ปรึกษาแนะนำให้รู้จัก

รองประธานาธิบดีนิคารากัว กล่าวว่า อาจเป็นที่ปรึกษาคนเดิมของประธานาธิบดีออร์เตก้า ที่แนะนำเรื่องนี้ โดยไม่ได้รู้เรื่องราวที่ลึกซึ้ง  เชื่อใจในทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยความสุจริตใจปราศจากเจตนามุ่งร้ายที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า  และจะไม่ให้การสนับสนุนกรณีที่มาเป็นตัวแทนของประเทศ ในสภาพที่เผชิญข้อกล่าวหาตั้งมากมายในบ้านของตัวเอง

บรรหาร”หนุนแก้รธน.เชื่อ“อภิสิทธิ์”จริงใจ

 นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 50 มีปัญหา และในขั้นประชาพิจารณ์มีความเห็นว่าจะไม่รับ เพราะเห็นว่าหากนำมาใช้จะมีปัญหาเกิดขึ้นหลายมาตรา เช่น ม. 190 มาตรา 237 และมาตรา 68 แต่กระแสขณะนี้ต้องการรัฐธรรมนูญจึงบอกให้สมาชิกให้ไปบอกชาวบ้านว่าให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขภายหลัง ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคม เพราะฉะนั้นตนเห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขโดยแก้บางมาตรา ซึ่งจะต้องแยกคดีอาญาออกจากคดีทางการเมือง อย่าเอามาเกี่ยวข้อง เพราะคนไม่ได้ทำผิดแล้วไปบอกว่าเขาผิด ซึ่งไม่มีใครยอมรับได้

“ส่วนจะแก้อย่างไรอยู่ที่ส่วนรวม แต่น่าจะแก้เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน ส่วนระยะเวลาก็แล้วแต่เหตุการณ์ในอนาคต ผมมองว่านายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในเรื่องนี้ เพราะท่านเห็นเหตุการณ์การเมืองมันกระชับเข้ามาอีกแล้ว คนเราอาจเปลี่ยนความคิด เมื่อท่านเกิดความคิดอย่างนี้ก็เกิดความปรองดองได้ของคนบางกลุ่มจะเกิดประโยชน์มาก เราอย่าไปแยกออกเป็นคนละพวกกัน ถ้าแก้ก็ได้ ถ้าไม่แก้ก็ไม่เป็นไร ผมก็จะไปอยู่กับมังกร ” นายบรรหาร กล่าว

นายบรรหาร กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาว่า เป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น และมีถ่ายทอด ประชาชนทั่วประเทศจะได้รู้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร ตอนที่ติดอยู่ที่พัทยา กระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างไร และที่เสื้อแดงบอกว่าไม่ได้ทำ ประชาชนจะได้ใช้วิจารณญาณเอาเอง ส่วนที่มองว่าจะมีเหตุการณ์ป่วนในห้องประชุมร่วมรัฐสภา ตนคิดว่าอยู่กับประธานสภาฯจะควบคุมการประชุม แต่ถึงอย่างไรก็ไม่น่าจะเหมือนกับประเทศไต้หวัน แต่คงไม่ถึงกับขว้างรองเท้าเข้าหากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นประธานสภาก็ให้ออกจากห้องประชุม เพราะฉะนั้นประธานสภาฯจะต้องเข้มงวด

นายบรรหาร กล่าวถึงการบริหารงานของรัฐบาลขณะนี้ว่า เห็นใจเพราะในยามที่ภาวะเหตุการณ์การเมืองเป็นอย่างนี้ การบริหารงานให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกคงไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ ก็ต้องใช้ความสามารถและความอดทนอย่างสูง ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และถ้าทำได้ก็หาทางเจรจากัน แต่จะทำได้ถึงขั้นไหนก็คงตอบไม่ได้ แต่เหตุการณ์ก็เลยเถิดไปไกลแล้ว จะหวนกับไปก็คงยากละบาก ขอวิงวอนแต่ละฝ่าย รวมทั้งฝ่ายเสื้อแดงเห็นแก่ประเทศชาติ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้นแล้ว ถ้าหยุดแล้วการท่องเที่ยว การส่งออกก็จะดีขึ้น ส่งผลต่อไตรมาสที่สี่จะดีขึ้น รายได้ที่หายไปแสนล้านบาทก็จะกลับคืนเข้ามา ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ตลอด

เมื่อถามว่าอายุรัฐบาลอยู่ได้นานหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ถ้าตอบว่ายาวไปอีกฝ่ายก็ด่า ถ้าตอบสั้นไปอีกฝ่ายก็ว่า ไม่ตอบดีกว่า เอาว่าอยู่ได้แค่ไหนก็ถึงเท่านั้นแหละ อยู่แค่ไหนตนตอบไม่ได้ อาจจะเป็น 1- 2  ปีตอบไม่ได้  เมื่อถามต่อว่าทางการข่าวยังประเมินว่าสถานการณ์ยังวางใจไม่ได้ นายบรรหาร กล่าวว่า ก็ประมาทไม่ได้ ความจริงก็รู้จักกัน ไม่ว่าแดง เหลือง น้ำหมึกรู้จักกันทั้งนั้นแหละ แต่ความไม่เข้าใจกันมันก็มีปัญหา เมื่อถามว่าควรจะคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีกนานไหม นายบรรหาร กล่าวว่า ฝ่ายเอกชนก็เรียกร้องอยากให้ยกเลิก เช่นการท่องเที่ยว ตราบใดที่คงพ.ร.ก.ไว้คนก็ไม่เข้าประเทศ เพราะมองว่าเมืองไทยก็ไม่ปลอดภัย คิดว่าคงสักระยะหนึ่งให้เหตุการณ์คลี่คลายแน่ใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในทางที่ร้ายแรงก็คงจะประกาศยกเลิก คิดว่าคงไม่ทิ้งไว้นาน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะฝากอะไรไปถึงคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ความจริงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯก็นับถือกันเป็นพี่น้อง แต่ตนก็ห่างมาพอสมควร ก็ไม่ทราบว่ามีแนวคิดอย่างไร ซึ่งมีภาคเอกชนบางคนก็เสนอว่ารัฐบาลไปเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ คงเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องจะไปดำเนินการ ส่วนตนก็หวังและวิงวอนขอให้หันหน้าเข้าหากัน ถ้าจูบไม่ได้ที่ปากก็จูบกันที่แก้มก็ยังดี หันหน้าเข้าหากันก็จะดีขึ้น

เมื่อถามว่าจะเป็นโซ่ข้อกลางหรือเป็นคนกลางในการเจรจาหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่มีใครยอมรับตนหรอก และตนก็ไม่พร้อมที่เป็นตัวกลาง เพราะบารมีไม่ถึง บารมียังต่ำต้อย คนกลางตอนนี้หายาก อย่างที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯบอกว่าหลังสงกรานต์จะมีคนกลางก็มองไม่เห็นใคร ตอนนี้อยากมาก เพราะบางทีทำไปถ้าไม่ดีก็ถูกด่า โดยเฉพาะสื่อมีความมีความสำคัญพอมีแนวคิดจะปลดล็อคให้อดีต 111 และ 109 ก็เขียนว่าซากศพ เขายังเป็นคน และไม่เหม็น สื่อก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองสงบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่จะมีการนิรโทษกรรม นายบรรหาร กล่าวว่า ยังไม่มีความเห็น แต่คงไม่เกี่ยวกับคดีอาญา ส่วนคดีการเมืองก็ไม่ทราบว่าขอบเขตจะไปถึงไหน แต่ต้องให้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามมันต้องมี ยามบ้านเมืองอย่างนี้จะเอาเรื่องนี้ไปกดอีกก็คงไม่ไหว ซึ่งถ้าทำได้ก็จะดีขึ้น ที่อยู่ใต้ดินก็ขึ้นอยู่บนดิน ไม่ใช่นั้นก็แอบอยู่ข้างหลังเรื่อยเป็นนอมินี เป็นตัวเชิด เมื่อถามว่าในช่วงนี้นายกฯกับรัฐมนตรีแต่ละคนจะไม่ปลอดภัย นายบรรหาร กล่าวว่า ก็ต้องใส่เสื้อเกราะ ตนไม่ได้ใส่เสื้อเกราะ แต่สมัยที่ตนเป็นนายกฯใส่เสื้อเกราะ เพราะมีคนจะลอบยิงตน เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย

"นายกฯ"ชี้ประชุม2สภาไม่ใช่เป็นการสร้างความขัดแย้ง
 
 รายงานข่าวจากที่ประชุมครม.แจ้งว่า การประชุมครม.วันนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวกับครม.เกี่ยวกับการเปิดประชุมทั่วไปของรัฐสภาเพื่ออภิปรายโดยไม่ลงมติเกี่ยวกับเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 26 มี.ค. - 14 เม.ย. ว่า ขอให้ครม.ที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงเรื่องนี้กับรัฐสภา เวทีนี้จะใช้เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ใช้เวทีนี้ก่อปัญหาหรือเพิ่มความขัดแย้ง

รายงานข่าวจากที่ประชุมครม.กล่าวถึงกรณีที่ครม.เห็นชอบการจัดกิจกรรม”เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครบรอบปีที่ 60 แห่งการบรมราชาภิเษก”ในวันที่ 5 พ.ค.ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีสอบถามว่าประชาชนที่จะมาร่วมงานให้ใส่เสื้อสีอะไร กระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่าบางส่วนจะให้ใส่เสื้อสีน้ำเงิน จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวว่า ไม่อยากให้มีเรื่องสีเสื้อเข้ามาเกี่ยวข้อง อยากให้ประชาชนที่มาร่วมงานใส่เสื้อหลากสี ทั้งสีแดง สีน้ำเงิน สีเหลืองและสีต่างๆ และขอว่าอย่าทำอะไรที่ล่อแหลมและส่อเค้าความแตกแยก โดยที่กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการแล้ว

ภูมิใจไทยชง6ประเด็นแก้รธน.

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมพรรคภูมิใจไทย ถึงการแก้รัฐธรรมนูญ 50ว่า จุดยืนเดิมของพรรคในการแก้รัฐธรรมนูญมีอยู่ 6 ประเด็น คือ1 .ที่มาของส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 2.เรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งควรเปลี่ยนมาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เรื่องการลงนามระหว่างประเทศจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

4.การแก้ไขมาตรา 237 ให้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งกับผู้กระทำการทุจริตเลือกตั้งเพียงคนเดียว 5. อำนาจของ ส.ส.หรือส.ว.เกี่ยวกับกรณีข้อห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาทิ เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นต้น และ 6. แก้ไข มาตรา 266 การใช้ตำแหน่งหน้าที่ ส.ส. - ส.ว. ซึ่งตอนนี้เป็นข้อจำกัดในการทำงานของสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. - ส.ว. ที่บางครั้ง ส.ส.ออกไปเยี่ยมประชาชนพบปัญหาความเดือดร้อน แต่ ส.ส.ไม่สามารถไปประสานงานกับข้าราชการได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากประชุมพรรคเสร็จในวันนี้จะได้มติพรรคชัดเจนจากนั้น จะนำเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

“ ส่วนข้อเสนอการนิรโทษกรรม ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการออกกฎหมายให้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ได้ออกเพื่อคนส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักการที่ผมยึดถือ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคจะมีความเห็นอย่างไรก็พร้อมจะยอมรับ ” นายบุญจงกล่าว

ส่วนกรณีนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุ ให้นำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาใช้นั้น นายบุญจงกล่าวว่า คงต้องนำ รัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งก็มีข้อกำจัด มาเปรียบเทียบกันเพื่อเลือกข้อดีและข้อเสียมาเป็นส่วนประกอบแก้รัฐธรรมนูญ

"พงศ์เทพ"ชี้นิรโทษกรรมไม่ประเด็นหลักแก้ไขปัญหาสังคมไทย

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม ในฐานะโฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญ และมีการเสนอนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคซึ่งถูกยุบพรรคว่า การแก้เรื่องนิรโทษกรรม ไม่ใช่เรื่องหลักในการแก้ปัญหาสังคมไทย แต่ปัญหาเกิดจากโครงสร้างรธน. ปี 2550 ที่อำนาจอธิปไตยอยู่กับศาลและองค์กรอิสระไม่ได้อยู่กับประชาชนอย่างแท้จริงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น สำหรับคนไทยต้องคิดว่าการอยู่ร่วมกันอย่างไรจึงจะมีความสุข คนที่ควรได้ก็ควรได้เท่าที่ควรได้ ไม่ตกอยู่ในมือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 “เวลานี้ควรเร่งเรื่องแก้ไข รัฐธรรมนูญ มากกว่าการนิรโทษกรรม อีกทั้งต้องจัดสรรอำนาจให้ถูกต้อง แม้ผมจะเป็น 1 ใน 111 อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และแม้ว่าจะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม แต่ผมเห็นว่าปัญหาบ้านเมืองสำคัญกว่า ” นายพงศ์เทพ กล่าวและปฏิเสธว่า ยังไม่ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เลยตั้งแต่มีการชุมนุมเสื้อแดง เพราะตนยุ่งกับการต่อสู้คดีนื้

 ขณะที่นายนาม ยิ้มแย้ม ที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม และ อดีตประธาน คตส. ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงการเริ่มแก้รัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรม โดยกล่าวสั้นๆ ว่า เป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

"พร้อมพงศ์"แจ้งจับ"เทพเทือก-หมอวรงค์"หมิ่น

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 21 เม.ย. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และกรรมการบริหารพรรคฯ พร้อมทนายความเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ภิรม จันทราภิรมย์ รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี และ พ.ต.ท.สันติ มีศิริ พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.ลุมพินี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายรัฐมนตรี ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยได้นำหลักฐานเป็นเอกสารลงข้อความเนื้อหาข่าวข้อความเรื่อง “แฉ พท.เตรียม 4 แผนล้มรัฐบาล” ที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ จำนวน 1 แผ่น และเอกสารอีกจำนวนหนึ่ง

ชมรมส.ส.ร50 ระบุแก้รธน.นักการเมืองได้ประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมส.ส.ร. 50 ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เม.ย.เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่า กรณีเกิดวิกฤตทางการเมืองช่วงระหว่างวันที่ 10 - 14 เม.ย. ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศ โดยเฉพาะในฐานะการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและคู่เจรจา จากนั้นเกิดกระแสการแก้วิกฤตดังกล่าวอย่างหลากหลาย ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายกฯแสดงท่าทีเห็นด้วย แตกต่างไปจากท่าทีก่อนหน้านี้

ชมรมส.ส.ร. 50 มีมติ 6 ข้อ เพื่อประกอบการตัดสินใจของนายกฯ ได้แก่ 1.ชมรมมีความเห็นว่า เหตุวิกฤตการเมืองของประเทศ มิได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากความเห็นที่แตกต่างของกลุ่มบุคคลสองฝ่ายที่ต่างมีจุดยืนและยึดมั่นในตัวบุคคล ข้ออ้างเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเพียงเรื่องที่ถูกหยิบยกเพื่อนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางคดีมากกว่า หากมีการแก้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นการสมประโยชน์เฉพาะแต่นักการเมือง และพรรคการเมืองเท่านั้น 2.การแก้รัฐธรรมนูญจะยิ่งเป็นการจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านเหมือนที่ผ่านมา ความวุ่นวายก็จะเกิดซ้ำอีก 3.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งมาระดมความคิดในการปฏิรูปการเมืองให้ได้ข้อยุติเสียก่อนแล้วจึงนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 4. กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรกระทำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการแก้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเท่านั้น ประโยชน์ของประชาชนจะถูกละเลย 5.รัฐธรรมนูญ 50 ผ่านการทำประชามติจากประชาชน ซึ่งก่อนทำประชามติได้ส่งร่างไปให้พรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อมีส่วนร่วมในการพิจารณาแล้วแต่ปรากฏว่า ไม่มีพรรคใดคัดค้าน การที่มีพรรคบางพรรคพยายามนำเสนอว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวสร้างปัญหา โดยเฉพาะมาตรา 237 จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง 6.หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า สมควรแก้มาตราใด อย่างไร และท้ายสุดต้องทำประชามติจากประชาชน

ผบ.ตร.สั่งตั้งกก.สอบตร.ปล่อยม็อบล้มประชุมอาเซี่ยน

 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) - วันที่ 21 เมษายน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 166/2552 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีเกิดเหตุวุ่นวายที่ประชุมอาเซียนซัมมิท ที่โรงแรมรอยัล คริฟบีชรีสอร์ทเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน และเกิดเหตุการวุ่นวายในวันที่ 11 เมษายน จนต้องมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ากรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจผู้รับผิดชอบอย่างไร หรือไม่

อาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญํติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 84 จึงตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง สืบสวนเรื่องดังกล่าวโดยมีพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ พล.ต.ท.วีระยุทธ สิทธิมาลิก ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ทำหน้าที่หัวหน้างานด้านอำนวยการ)เป็นกรรมการ พล.ต.ต.สุรพล อยู่นุช ผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ พ.ต.อ.ชัยพร วรรณประภา รองผู้บังคับการกองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ พ.ต.ท.วิญญู ฉายอรุณ สารวัตรงานคดีวินัยฝ่ายอำนวยการ 4 กองบังคับการอำนวยการ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ พ.ต.ท.รณภพ มั่นวิเชียร สารวัตรกลุ่มงานนิติกรด้านสอบสวนและพิจารณาโทษ กองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้คณะกรรมการสืบสวนดำเนินการืบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2547 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนสืบสวนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการ โดยให้รายงานผลการดำเนินการในเบื้องต้นภายใน 7 วันด้วยเพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรีทราบ และให้ประธานกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการเพิ่มเติมตามความจำเป็น

หากคณะกรรมการสืบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่นและคณะกรรมการสืบสวนพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำในเรื่องที่สืบสวนนั้นอยู่ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว

ต่อมาเวลา 14.00 น.พล.ต.อ.ปทีปได้เรียกคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดประชุมเพื่อวางกรอบแนวทางในการทำงาน โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

 พล.ต.อ.ปทีป กล่าภายหลังการประชุมว่า วันนี้เรียกประชุมเพื่อวางกรอบแนวทางในการทำงานทั้งหมด และจะทำการสืบสวนขอ้เท็จจริงไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎและจะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย

“ส.ส.ชลบุรีปชป.”อุ้ม“ผบช.ภ.2”ชี้เป็นแพะ

 นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. สั่งย้ายพล.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธ์ ผบช.ภ.2 ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และย้ายพล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์ ผู้บังคับการตำรวจ ภูธรจังหวัดชลบุรี ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า เป็นการเส้นเสื้อแดง แต่ถือว่าตำรวจทั้งสองเป็นแพะรับบาปในการประชุมอาเซี่ยน บวก 3 และ บวก 6 ที่ล่มไป เนื่องจากตำรวจทั้งสองคน ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจในสั่งการใด ๆ

อีกทั้งพล.ต.ท.อัศวิน ก็เพิ่งจะย้ายมาเป็นผบช.ภ.2 เพียงแค่ 2 เดือน ขณะที่พล.ต.ต.บัณฑิต ก็เป็นคนในพื้นที่ และสามารถเข้ากับคนทุกกลุ่มได้ เนื่องจากมีความประนีประนอม ดังนั้นการสั่งย้ายดังกล่าวจึงไม่สามารถทำให้กลุ่มเสื้อแดงหมดไปจากชลบุรีได้ ดังนั้นหากจะแก้ให้ถูกจุดผบ.ตร.ต้องมีคำสั่งย้ายตำรวจระดับล่างหลายสิบคนที่อยู่ในพื้นที่ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดม็อบเสื้อแดงไปล้มการประชุมอาเซี่ยน

ครม.ไฟเขียวปรับโครงสร้างสตช.

นาย ศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบการปรับโครงสร้างส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แบ่งส่วนราชการและร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการตามที่สตช.เสนอ ซึ่งรายละเอียดของโครงสร้างแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ได้แก่

1.ส่วนบัญชาการ ได้แก่ สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(สง.ผบ.ตร.) 2.ส่วนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกองบัญชาการ 11 หน่วยงาน ได้แก่ กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล(บช.น.) ตำรวจภูธรภาค 1-9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้(ศชต.) 3.ส่วนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกองบัญชาการ 7 หน่วยงาน ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจและสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

4.ส่วนการศึกษา ประกอบด้วยกองบัญชาการศึกษา และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ 5.ส่วนบริการ ได้แก่โรงพยาบาลตำรวจ และ6. ส่วนปฏิบัติการเฉพาะทาง มีหน้าที่รับผิดชอบในการถวายความปลอดภัย และปฏิบัติงานตามพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ พระราชชินี พระรัชทายาทและพระบรมวงศานุวงศ์ จำนวน 1 หน่วยงาน คือ สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ

“สรุปแล้วสตช.มีหน่วยงานระดับกองบัญชาการหรือเทียบเท่า รวม 30 หน่วยงาน แบ่งเป็นหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน 26 หน่วยและ หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ 4 หน่วยงานได้แก่ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , สำศุภชัย กล่าวต่อไปว่า นักงานส่งกำลังบำรุง , สำนักงานกำลังพล และ สำนักงานงบประมาณและการเงิน ” นายศุภชัย กล่าว

 รองโฆษก ฯ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุผลในการปรับโครงสร้างครั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจ ยุทธศาสตร์ สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต ด้วยความโปร่งใส อีกทั้งเป็นการจัดโครงสร้างส่วนราชการเพื่อให้เอื้อต่อการมอบอำนาจและการกระจายอำนาจ ลดการควบคุมจากส่วนกลาง และเพิ่มอิสระแก่หน่วยงาน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีเอกภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบของส่วนราชการให้มีความชัดเจนไม่ซ้ำซ้อน และจัดหน่วยงานที่ภารกิจสอดคล้อง สัมพันธ์กันมาอยู่ในกองบัญชาการเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการบูรณาการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในด้านต่างๆ ของสตช.ในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 รองโฆษกฯ กล่าวถึงเหตุผลอีกว่า เป็นการกำหนดขนาดส่วนราชการให้กะทัดรัด คล่องตัว และเอื้ออำนวยต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานให้เกิดประสิทธิผลโดยคำนึงถึง การจัดสายการบังคับบัญชาที่เหมาะสม จัดกลุ่มงานที่มีลักษณะเฉพาะด้าน ซึ่งมีคุณภาพสูงมากและมีปริมาณงานพอสมควร ให้รองรับได้ตามความจำเป็น และนอกจากนี้ยังจัดโครงสร้างให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถบูรณาการทำงาน ประหยัดทรัพยากร มีความรวดเร็วในการติดต่อประสานงานและการตัดสินใจ

 “มีการจัดกลุ่มงานและแบ่งงานภายในหน่วยงานต่างๆ เพื่อความสะดวกในการประสานการปฏิบัติ การควบคุม การพัฒนาบุคลากร การหมุนเวียน ถ่ายเทกำลังคนและการปฏิบัติงานทดแทนกันได้ ทั้งนี้การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการดังกล่าว จะใช้กรอบกำลังของสตช.เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยการปรับเกลี่ยตำแหน่ง -อัตราให้เหมาะสมและจะไม่มีการเพิ่มตำแหน่ง-อัตราในภาพรวมแต่อย่างใด ” นายศุภชัย กล่าว

edit @ 21 Apr 2009 20:20:33 by Chiang Mai Gate

 

ตร.ยัน มีหลักฐานชัด “เจ๊เพ็ญ” ออกนอกประเทศแล้ว แต่ยังไม่ทราบที่มุดหัวว่าอยู่ที่ใด ด้านอัยการฝ่ายคดีอาญา รอดูท่าที หากไม่มารายงานตัวในคดีหมิ่นฯตามนัด 29 เม.ย.นี้ เตรียมขออนุมัติหมายจับ พร้อมสั่งปรับนายประกันทันที
       
       วันนี้ (21 เม.ย.) พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน และกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว พบว่า นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ทราบว่า พำนักอยู่ในประเทศใด แต่วันที่ 29 เมษายนนี้ อัยการนัดฟังคำสั่งว่า จะพิจารณาสั่งฟ้องคดีหรือไม่ หาก นายจักรภพ ไม่มาฟังคำสั่ง อัยการก็อาจจะมีความเห็นเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปก่อน เพราะตำรวจมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเสนอศาลขอหมายจับ เพื่อให้มาฟังคำสั่งคดี และหากพบว่านายจักรภพ อยู่ในต่างประเทศ ก็จะต้องประสานกับอธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ ขอความร่วมมือในเรื่องของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
       
       ด้าน นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวถึงกรณีที่อัยการนัดสั่งคดีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงในวันที่ 29 เม.ย.นี้ แต่ นายจักรภพ ได้หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ หลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า คงต้องรอดูว่าในวันดังกล่าว นายจักรภพ จะเดินทางมารายตัวเพื่อฟังคำสั่งคดีตามที่อัยการนัดไว้หรือไม่ ซึ่งหากไม่เดินทางมาก็จะต้องดำเนินการ คือ ถ้า นายจักรภพ ทำสัญญาประกันตัวไว้กับอัยการก็จะเรียกนายประกันให้ติดตามตัวนายจักรภพ มา แต่ถ้าไม่สามารถติดตามตัวมาได้ อัยการก็จะมีคำสั่งปรับนายประกัน และขออนุมัติศาลออกหมายจับ แต่หาก นายจักรภพ ไม่ได้ทำสัญญาประกันไว้ อัยการก็จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัว และขอศาลอนุมัติหมายจับต่อไป
       
       สำหรับคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2551 พ.ต.ต.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี พงส.สน.บางมด ช่วยราชการ สน.พหลโยธิน เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี กรณีไปกล่าวบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย โดยมีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

ข่าวจาก http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000044772

ภาพจาก http://www.boringdays.net/wp-uploads/img/2009/04/p768150337.jpg

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 เมษายน 2552 12:26 น.
       “วีระ” เผยหลังเยี่ยม “สนธิ” เจ้าตัวระบุวินาทีเฉียดตายนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยันจำได้เหตุการณ์ได้หมด และไม่ได้หลบกระสุน แพทย์เผยอาการดีขึ้น แผลไม่ติดเชื้อ ไร้อาการแทรกซ้อน - พ่อ “อดุลย์” เผยแพทย์ยันลูกปลอดภัยแล้ว เอาท่อหายใจออก พูดคุยได้ ห่วง “สนธิ” และถามหาลูก 2 คน
       

       
       วันนี้ (21 เม.ย.) เมื่อเวลา 11.55 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากโถงอาคารชั้นล่าง ตึก สก. รพ.จุฬาฯ ว่าทางโรงพยาบาล ได้นำใบแจ้งผลการรักษานายสนธิ ลิ้มทองกุล มาแจกให้สื่อมวลชน ซึ่งใบแจ้งดังกล่าวระบุว่า
       
       “โดยวันนี้ (21 เม.ย. 52) รศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผอ.รพ.จุฬาฯ และคณบดีแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้แจ้งว่า อาการโดยทั่วไปของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี และช่วยเหลือตัวเองได้ บาดแผลดีไม่ติดเชื้อ ไม่มีอาการแทรกซ้อน รับประทานอาหารได้ โดยทีมแพทย์ขอดูอาการอีกสักระยะหนึ่ง
       
       สำหรับนายอดุลย์ แดงประดับ ขณะนี้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถเอาท่อช่วยหายใจออกได้ รู้สึกตัวดี พูดคุยได้ แขนข้างซ้ายมีกำลังมากขึ้น เอาท่อระบายน้ำจากทรวงอกออกแล้ว หายใจได้ดี แผลที่แขนขวามีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย สัญญาณชีพปกติ และยังเฝ้ารอดูอาการอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียูต่อไป
       
       ส่วนนายวาร์ยุภักดิ์ มังคละสินธุ์ ผู้ป่วยรายนี้บาดแผลดี ไม่มีไข้ อาการทั่วไปปกติดี”
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระ สมความคิด ประธานอำนวยการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น กล่าวภายหลังเยี่ยมอาการนายสนธิว่า จากการพูดคุยกับนายสนธิ นายสนธิมีอาการดีขึ้น คาดว่าน่าจะกลับบ้านได้ภายใน 2-3 วันนี้ นายสนธิได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก นายสนธินั่งอยู่เบาะหลังและไม่ได้หลบ สามารถจดจำและเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างได้ดี ตอนเกิดเหตุนึกถึงแต่พระบาทสมเด็จพระอยู่หัว เพียงพระองค์เดียว
       
       ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนิรโทษกรรม นายวีระกล่าวว่า
ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดชัดแล้วว่า ไม่ควรนำมาเป็นเรื่องต่อรองทางการเมือง จึงไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม และต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย
       

       นายออด แดงประดับ อายุ 62 ปี บิดาของนายอดุลย์ แดงประดับ ซึ่งเฝ้าไข้ลูกชายอยู่ที่ รพ.จุฬาฯ เปิดเผยว่าขณะนี้นายอดุลย์มีอาการดีขึ้นมาก และคุณหมอแจ้งว่าอาการปลอดภัยแล้ว รู้สึกดีใจมาก หลังเกิดเหตุรู้สึกเสียใจและแค้นใจผู้ที่ก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งตนได้บอกให้ลูกชายสู้ นอกจากนี้ นายอดุลย์ได้ถามถึงลูกชายและลูกสาวทั้งสองคน และถามถึงนายสนธิ ก็ได้บอกลูกว่าปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วง
       
       “หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังยืนยันให้เขาทำหน้าที่คนขับรถคุณสนธิเช่นเดิม และไม่ได้รู้สึกว่าตัดสินใจผิด ตัวเขาเองก็รักงานที่ทำ และเชื่อว่าลูกชายทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะคุณสนธิเป็นคนดี หากหายกลับมาก็ยืนยันให้ทำงานเหมือนเดิม นอกจากนี้ ขอขอบคุณทุกคนทั้งที่ให้กำลังและที่ร่วมบริจาคค่ารักษาพยาบาลให้ลูกชาย หากเป็นชาวพุทธก็ขอให้พระคุ้มครอง หากเป็นอิสลามขอให้พระอัลเลาะห์คุ้มครอง ขอให้อยู่เย็นเป็นสุขทุกคน”
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอดุลย์มีลูก 2 คน คนโตคือ ด.ช.อิศเรศ อายุ 5 ขวบ คนเล็กคือ ด.ญ.อิศรา หรือน้องแก้ม อายุ 1 ขวบ 10 เดือน
       ล่าสุดเมื่อเวลา 13.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีบุคคลสำคัญส่งกระเช้าดอกไม้มาเยี่ยมนายสนธิ ไม่ว่าจะเป็น ไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ,เครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรม,นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา,พันธมิตรญี่ปุ่น,และพันธมิตรจังหวัดต่างๆ เช่นพันธมิตรเพชรบุรี พันธมิตรภูเขียว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 เมษายน  นายทหารเวรศูนย์การบินทหารบก (ศบบ.) ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี นำตัว ส.อ.จีรศักดิ์ หรือแจ็ค สมสุข อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ 4 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ซึ่งรับราชการเป็นทหารสังกัดศูนย์การบินทหารบก ส่งมอบให้กับ พ.ต.ท.วีระชัย เหลืองวิไล สารวัตรเวร สภ.เมืองลพบุรี เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น   เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 15 เมษายน   นายแดฟ อายุ 65 ปี สัญชาติยูโกสโลวาเกีย มีอาชีพเป็นนักบิน ซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทยอยู่ที่อำเภอบ้านหมี่ จ.ลพบุรี ได้พาลูกสาวซึ่งเป็นลูกครึ่งอายุ 9 ขวบพร้อมเพื่อนอีก 1 คนอายุ 9 ขวบเท่ากัน มาเล่นน้ำที่สระน้ำภายในค่ายศูนย์การบินทหารบก

และขณะที่เด็กทั้ง 2 คนกำลังเล่นน้ำอยู่นั้น ส.อ.จีรศักดิ์ซึ่งเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมทางเข้าศูนย์การบินทหารบก ได้เดินมาที่สระน้ำ  จากนั้นได้เรียกเด็กหญิงทั้ง 2 คนให้ขึ้นไปหา พร้อมพูดสอบถามว่า มาจากไหนและเข้ามาได้อย่างไร และได้ใช้มือจับอวัยวะเพศ จากนั้นปล่อยให้เด็กลงเล่นน้ำต่อ ส่วน ส.อ.จีรศักดิ์เดินหายไป

ต่อมา ส.อ.จีรศักดิ์เดินกลับมาที่สระน้ำอีกครั้ง และได้เรียกเด็กหญิงทั้ง 2 คนที่กำลังเล่นน้ำกันอยู่ ให้ขึ้นจากน้ำไปหา และได้พาเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำ พร้อมกับบอกให้เด็กหญิงทั้ง 2 คน ถอดผ้าออกให้หมด เพราะจะตรวจค้นตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เด็กหญิงทั้ง 2 คนหลงเชื่อจึงถอดเสื้อผ้าออกหมด

จากนั้น ส.อ.จีรศักดิ์ได้ใช้ลิ้นกระทำกับอวัยวะเพศของเด็กหญิงทั้ง 2 คน เป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จนเกิดอารมณ์เต็มที่ และได้บอกกับเด็กหญิงทั่ง 2 คนให้รออยู่ที่ในห้องน้ำ ห้ามเดินไปไหนไม่อย่างนั้นจะมีความผิด  ก่อนที่จะไปขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าซีวิคสีดำ มาจอดหลังห้องน้ำเพื่อนำตัวเด็กหญิงทั้ง 2 คนไปที่อื่น

แต่นายแดฟซึ่งเป็นพ่อและเห็นลูกสาวพร้อมเพื่อนหายไปนานจึงเดินตามมา และเดินมาพบก่อนจึงดึงตัวลูกสาวและเพื่อนเอาไว้ ส่วน ส.อ.จีรศักดิ์เมื่อเห็นพ่อมาตามหาลูกสาวพบ จึงรีบขับรถหลบหนีไปทันที

จากนั้นนายแดฟได้สอบถามลูกสาวและเพื่อนลูกสาวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด หลังทราบเรื่องราวนายแดฟพร้อมญาติภรรยาที่เป็นคนไทย ได้นำตัวลูกสาวและเพื่อนลูกสาว เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.วีระชัย เหลืองวิลัย สารวัตรเวร สภ.เมืองลพบุรี ในเวลา 15.00 น.วันที่ 15 เมษายน เพื่อดำเนินคดีกับ ส.อ.วีรศักดิ์

หลังรับแจ้งความและลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นได้ประสานไปยังนายทหารเวรศูนย์การบินทหารบก ขอให้ช่วยควบคุมตัว ส.อ.จีรศักดิ์ โดยนายทหารเวรติดตามไปคุมตัวเอาไว้ได้ในขณะที่ ส.อ.จีรศักดิ์เก็บเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวหลบหนี และได้ควบคุมตัวเอาไว้ชั่วคราวก่อนเนื่องจากเป็นวันหยุดติดต่อกันหลายวัน

และในวันนี้เปิดวันเปิดทำงานราชการ จึงได้นำตัว ส.อ.จีรศักดิ์มามอบให้กับตำรวจเพื่อสอบปากคำเบื้องต้น โดยตำรวจแจ้งข้อหาให้ทราบว่า ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี จากนั้นทำการพิมพ์มือและสอบปากคำต่อ ก่อนมอบตัวให้นายทหารเวร นำตัวกลับไปควบคุมเอาไว้ตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับสำนักงานตำรวจ แห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ ญาติของเด็กหญิงทั้ง 2 คนกล่าวว่า และการที่ตนนำเด็กมาเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำของศูนย์การบินทหารบก เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในค่ายทหารคงจะมีความปลอดภัยที่สุดแล้ว คิดไม่ถึงว่า จะมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งตนขอเอาเรื่องจนถึงที่สุด

ตำรวจนายหนึ่งกล่าวว่า ส.อ.จีรศักดิ์นับว่า มีประวัติร้าย  โดยในเดือนธันวาคม 2549 ได้ก่อเหตุล่อลวงหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภรรยาตน ไปข่มขืนที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตอำเภอเมืองลพบุรี โดยมีการขึ้นโรงพักแจ้งความ แต่สุดท้ายตกลงกันได้โดยฝ่ายหนึ่งยอมรับเงินชดใช้ค่าเสียหาย และในเดือนเดียวกัน

ส.อ.จีรศักดิ์ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายของผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไป ซึ่งก็มีการแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดี และ ส.อ.จีรศักดิ์ได้ตกลงค่าเสียหายโดยยอมชดใช้เงินให้ผู้เสียหาย 50,000 บาท และศาลทหารได้ตัดสินรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี และ ส.อ.จีรศักดิ์ได้มาก่อคดี ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปีอีก 2 คนดังกล่าว

 

ข่าวจาก www.maticho 

 

คมชัดลึก :

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามหาทางลดดีกรีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง หลังจากดับความเหิมเกริมของพลพรรคเสื้อแดงได้ชั่วคราว ด้วยการจุดพลุประเด็น "นิรโทษกรรม" กับนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่ต้องโทษในคดีอาญา

 

เป็นสัญญาณที่สอดรับกับการเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นชนวนอย่างหนึ่งของความขัดแย้งในขณะนี้ รายการ คม-ชัด-ลึก วันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2552 ตอน แก้รัฐธรรมนูญ สังคมไทยจะสงบ? จับทิศทางว่า การส่งสัญญาณเช่นนี้จะทำให้สังคมไทยสงบได้จริงหรือ
 
ปชป.ย้ำนิรโทษฯ ได้ แต่ต้องไม่เกี่ยวคดีอาญา

 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา และรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงจุดประสงค์ในการเสนอเรื่องการนิรโทษกรรมโดยนายอภิสิทธิ์ว่า นายกฯ และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นตรงกันว่า ต้องการเห็นคนในชาติมีความสามัคคีกัน

 อย่างไรก็ตาม เรื่องการนิรโทษกรรมทั้ง 220 คนหรือไม่ นายกฯ ยังไม่ได้พูดชัด แต่ไม่ได้ขัดข้อง ส่วนจะได้แค่ไหนต้องมาคุยกัน แต่ที่แน่ๆ ความผิดอาญา การก่อการร้าย เผาเมือง จลาจล ล้มประชุมอาเซียน ซึ่งตัวการสำคัญจะนิรโทษกรรมไม่ได้ เพราะบ้านเมืองเสียหายมาก

 นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมือง และ ส.ส.เสนอความคิดเห็น เพื่อการแก้ไขปัญหาการเมืองภายใน 15 วัน เป็นการวางกรอบว่าทุกฝ่ายต้องการอะไร เพื่อนำมาสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน

 ส่วนกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากไม่มีความผิดเกี่ยวกับคดีอาญาก็สามารถกลับเข้ามาได้ แต่ถ้ามีความผิดในคดีอาญาก็คงจะกลับเข้ามาไม่ได้

 เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงและฝ่ายค้านที่ให้รัฐบาลยุบสภาจะเป็นทางออกได้หรือไม่ รองประธานวิปรัฐบาล ตอบว่า ถึงจะยุบสภาก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะถ้ายุบตอนนี้ก็จะยิ่งซ้ำเติมสังคม ยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ แต่จะต้องค่อยๆ ทำให้สีจางลง จึงจะสามารถยุบสภาได้

ต้องแก้ รธน.ปี 50-ยุบสภา ถึงจะแก้ปัญหาได้

 นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวสนับสนุนแนวคิดนิรโทษกรรม เพราะการตัดสิทธิ์การเมืองถึง 5 ปี ทำให้คนที่ไม่ได้ทำผิดอะไร และนักการเมืองที่มีคุณภาพ หายไปเยอะ ซึ่งการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพไม่ได้สร้างง่ายๆ

 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการนิรโทษกรรมแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่จบอยู่ดี เพราะต้นตออยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็จะตามมา

 ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจกลับเข้ามาไม่ได้ เพราะติดคดีอาญานั้น นายพีรพันธุ์ได้ย้อนไปถึงความผิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีการยึดอำนาจ และตั้งคนที่เป็นศัตรูกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาตรวจสอบ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคดีอาญานั้น อยากให้แยกแยะให้ชัดเจนว่า ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความผิดในคดีอาญา หรือเป็นความผิดทางการเมืองกันแน่

 สำหรับการแก้ปัญหาด้วยการยุบสภา นายพีรพันธุ์ย้อนว่า สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ คนปัจจุบันก็เคยเสนอให้ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งวันนี้นายกฯ คงลืมไปแล้ว

 นายพีรพันธุ์เห็นว่า การยุบสภาจึงจะแก้ปัญหาได้ และต้องเลือกอย่างน้อยถึง 2 ครั้ง สีถึงจะจางลง แต่ถ้าไม่ยุบสภา และปกครองกันต่อไปโดยไม่แก้กติกาอะไร ปัญหาก็จะไม่จบ

หาจุดร่วมคุยกัน-อย่าสุดขั้ว น่าจะพอมีทางออก

 รศ.วุฒิสาร ตันไชย ผอ.วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า และอดีต ส.ส.ร.ปี 2550 มองว่า ตามหลักการแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญทำได้ง่ายอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องแก้เมื่อใช้ครบ 5 ปี เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540

 แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ตอนนี้เกิดความไม่ไว้ใจขึ้นว่า จะแก้เพื่ออะไรกันแน่ ระหว่าง 1.แก้เพื่อให้การเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หรือ 2.แก้เพื่อประโยชน์ของคนเพียงคนเดียว

 อดีต ส.ส.ร.ปี2550 กล่าวเตือนว่า ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ให้คุยเรื่องที่ทุกฝ่ายคุยกันได้ก่อน ถ้าอย่างนี้ก็น่าจะพอมีทางออก แต่อย่าเอาเรื่องที่เป็นความเชื่อคนละซีก เช่น การนิรโทษกรรม มาพูดคุยกัน ซึ่งถ้าพูดกันมากก็จะไปกันไม่รอด

 ส่วนแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญต้องเน้นเรื่องข้อเท็จจริงในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญว่า ใช้กันมาแล้วเกิดข้อบกพร่องอะไรขึ้นบ้าง และต้องใช้สติปัญญา และเอาความรู้ หลักวิชามาคุยกันให้มาก ไม่ใช่เอาอารมณ์ หรือเอาถูกใจเข้าว่า

 

ข่าวจาก http://www.komchadluek.net/detail/20090420/9999/แก้รัฐธรรมนูญสังคมไทยจะสงบ.html

ภาพจาก http://www.bloomberg.com/apps/data?pid=avimage&iid=iQwKVcV9OxPI

 

 

 

@ "มาร์ค"ส่งสัญญาณนิรโทษฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณเรื่องการนิรโทษกรรม แต่ไม่รวมความผิดทางอาญา และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าไม่เป็นกลางและไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม โดยให้ทุกพรรคการเมืองสรุปปัญหาภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นนำมาขอฉันทามติจากสังคม

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เมื่อวันที่ 19 เมษายนว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย ตนและรัฐบาลได้เริ่มกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขกฎหมายหรือปฏิรูปทางการเมือง และได้เสนอให้มีคนกลาง แต่ยังไม่ได้รับการขานรับจากฝ่ายค้าน ซึ่งอาจระแวงเรื่องความไม่เป็นกลาง ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งหลักจะให้ทุกพรรคการเมืองไปสรุปปัญหาในรัฐธรรมนูญ ความไม่เป็นกลางและไม่เป็นประชาธิปไตยมีประเด็นใด ให้เวลารวบรวม 2 สัปดาห์ ก่อนนำมาพิจาณาเพื่อขอฉันทามติจากสังคมถึงวิธีแก้ไขต่อไป เชื่อไม่ใช้เวลามากเกินไป

"แม้แต่ในประเด็นที่มีการพูดถึงว่าความผิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม สมควรจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ ตรงนี้ผมก็เปิดใจกว้างพร้อมที่จะรับฟัง แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่าเราต้องแยกความผิดทางการเมืองออกจากความผิดทางอาญา ความผิดทางอาญา เช่น การก่อการจลาจล การยุยงปลุกปั่นที่อยู่นอกเหนือจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ รวมถึงความผิดอื่นๆ เช่น การใช้อำนาจรัฐไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น เหล่านี้ต้องแยกออกมา ไม่ควรนำมารวมกัน เพราะว่าในส่วนหลังนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด" นายอภิสิทธิ์กล่าว

 

ข่าวจาก http://www.matichon.co.th/

ภากจาก http://www.pochnews.com/UserFiles/burapa/images/2009020514322473001.jpg

edit @ 20 Apr 2009 19:52:52 by Chiang Mai Gate

 

คมชัดลึก : ไกล่เกลี่ยไม่เสร็จ "หนุ่ม"กรรชัย ฟ้องถอดแม่เลี้ยงจากผู้จัดการมรดก ศาลนัดอีกครั้ง 27 พ.ค. นี้ ขณะที่เจ้าตัวอยากให้เรื่องจบเร็ว

 

ที่ศาลแพ่งธนบุรี ถ.เอกชัย วันที่ 20 เม.ย.52 ศาลนัดพร้อมในคดีที่นายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ "หนุ่ม" พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถอดถอน นางวิมลรัตน์ กำเนิดพลอย และนายอัคร กำเนิดพลอย แม่เลี้ยงและบุตรต่างมารดา จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายประกอบ กำเนิดพลอย บิดาของผู้ร้อง ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจที่ รพ.กรุงเทพ เมื่อปี 2547 ทิ้งมรดกที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมมูลค่ากว่า100ล้านบาทไว้เบื้องหลัง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ นางวิมลรัตน์ แม่เลี้ยงพิธีกรหนุ่ม เดินทางมาศาลพร้อมด้วยนายเชษฐา นายประพนธ์ และนายอัครพล กำเนิดพลอย และญาติสนิท ส่วน"หนุ่ม"กรรชัย เดินทางมาพร้อมผู้จัดการส่วนตัวและทนายความ

 ทั้งนี้ ก่อนการพิจารณา ศาลได้เรียก"หนุ่ม"กรรชัย ให้ระมัดระวังการให้สัมภาษณ์สื่อ เพราะคดีอยู่ในศาลแล้ว และให้คู่ความเจรจานอกรอบก่อน แต่ไม่สำเร็จ ศาลจึงเปิดห้องไกล่เกลี่ยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง แต่ไม่สำเร็จ ศาลจึงนัดคู่ความมาศาลเพื่อตรวจดูบัญชีทรัพย์สินอีกครั้ง ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เวลา 09.00น

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้"หนุ่ม"กรรชัย มีสีหน้าเคร่งเครียด และไม่หันไปมองหน้าพี่ ๆ น้อง ๆ ต่างมารดา โดยกล่าวว่า ไม่รู้ว่าวันนี้จะคุยกันรู้เรื่องหรือไม่ เขาอยากจะพูดคุยกับฝ่ายนางวิมลรัตน์ให้จบ ดี ๆ ไม่อยากยืดเยื้อ เพราะมีงานละครต้องถ่ายทำตลอดเดือนพ.ค. - ก.ค.นี้

 ขณะที่นายเชษฐา  กำเนิดพลอย พี่ชายต่างมารดา กล่าวว่า ที่ผ่านมา"หนุ่ม"ให้ข่าวเพียงฝ่ายเดียว อยากขอความเป็นธรรม ให้แม่ซึ่งอายุ 74 ปีแล้ว กับญาติ ๆ บ้าง สมบัติที่บ้านเรา เป็นของนายประกอบ บิดา ซึ่งได้รับมรดกตกทอดจากปู่ ซึ่งเป็นข้ารับใช้ตามเสด็จกรมหลวงลพบุรีรามเทพ และพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมฑิคัมพร จึงมีสมบัติเป็นที่ดินย่านธนบุรีและ จ.ชุมพร พระเครื่อง จำนวนมาก ที่บ้านเรารัก"หนุ่ม" เพราะเขาเป็นน้อง เขาไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านกรุงเทพกับบ้านที่ จ.เชียงใหม่ ไม่เคยมีปัญหา กระทั่งนางฉวีวรรณ มารดาของหนุ่มเสียชีวิต ปี 2518 และพ่อเสียชีวิตปี2547 "หนุ่ม"มาขอบวช และหลังจากนั้น ก็ให้นางวิมลรัตน์ไปสู่ขอผู้หญิงให้

 อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง "หนุ่ม"เริ่มมาขอทรัพย์สินบ่อยขึ้น เช่น พระเครื่องและเครื่องบูชาต่าง ๆ แต่เขาบอกว่า ของราคาชิ้นละนับสิบล้านบาท ซึ่งขายยาก และ"หนุ่ม"ยังขอเงินนางวิมลรัตน์ ขอซื้อรถยนต์ฮอนด้า แม่ก็ให้ ล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้"หนุ่ม"มาขอรูปหล่อสัมฤทธิ์เป็นรูปฤาษี ศิลปสมัยสุโขทัย ราคา 15 ล้านบาทไปจากน.ส.อุบลวลี กำเนิดพลอย บุตรสาวของเขาไป ซึ่งรูปหล่อเป็นของที่พ่อยกให้เขา แล้วก็มาฟ้องเราอีก

 "สังคมไทยเราชาวพุทธอยู่กันง่าย ๆ เป็นกันเอง นี่กลับมาฟ้องแม่ ที่ดูแลเขามา เราพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ทรัพย์สินที่เอาไปแล้ว ขอหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่"

 ด้านน.ส.อุบลวลี กล่าวว่า ญาติทุกคนรักนายกรรชัย เรื่องนี้พวกเธอประหลาดใจมาก ที่มาเอาเงินที่บ้านเป็นประจำ จนหายหน้าไปปีครึ่ง ก็กลับมาพร้อมหมายศาล ทั้งที่เขาเพิ่งมาอ้อนวอนขอรูปหล่อฤาษีสมัยสุโขทัยไปจากเธอ ก่อนนี้ก็เพิ่งมาขอเงินย่าไปอีกสองแสนบาท ขั้วเช็คยังอยู่เลย สงสัยว่า เรื่องเงินทำไมไม่คุยกันที่บ้าน จู่ ๆ มาฟ้องศาล และยังให้ข่าวสื่ออยู่ฝ่ายเดียว พวกเธอก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา ถ้ายังเป็นเช่นนี้ให้เอาเงินคืนมา 

 

ข่าวจาก http://www.komchadluek.net/detail/20090420/9913/ไกล่เกลี่ยไม่เสร็จ“กรรชัย”ฟ้องถอดแม่เลี้ยงออกจากผจก.มรดก.html

ภาพจาก http://www.tttonline.net/TTT2/images/upload/userfiles/image/SuperStar/310309/4_20071022092718_.jpg

edit @ 20 Apr 2009 19:28:38 by Chiang Mai Gate

 

คมชัดลึก : เนวินส่งทนายแจ้งความดำเนินคดี 4 แกนนำ นปช."จตุพร –ณัฐวุฒิ–อดิศร-สมคิด"ข้อหาหมิ่นประมาท เหตุมีการระบุ "เนวิน"อยู่เบื้องหลังคนเสื้อสีน้ำเงินสั่งเผารถเมล์และก่อเหตุจลาจล ไม้แตะลูกชาย"สนธิ" “เทพไท” โต้ “เพื่อไทย”คนหาย คือ แกนนำ“นปช.” "วิปวุฒิ"ขอ6 ชั่วโมงอภิปรายร่วม2สภา

 

นายศุภชัย  ใจสมุทร  โฆษกพรรคภูมิใจไทย และคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้ เวลา 14.00 น. ตนพร้อมด้วยทีมทนายความ จะเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ดำเนินคดีกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.นายณัฐวุมิ  ใสยเกื้อ  ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย  สองแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.)

 ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีหมิ่นประมาทนายเนวิน  และดำเนินคดีนายจตุพร และนายอดิศร เพียงเกษ  ประธานกรรมการบริหารสถานีโทรทัศน์ดีทีวี และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85 กรณีได้ทำโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด ในการฆ่าผู้อื่นอันเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288  

 ต่อมาเมื่อเวลา 14.15 น.นายชนินทร์  แก่นนิรันดร์ ทนายความรับมอบอำนาจจากนายเนวิน เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงดังกล่าวร่วมถึงนายสมคิด บรรณารัตน์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นกัน ต่อตำรวจ สน.ดุสิต   นายศุภชัย  กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากจากนายจตุพรกล่าวอ้างว่าเหตุการณ์เผารถเมล์และรถบรรทุกแก๊สรวมทั้งเหตุการณ์บุกเข้าทำลายมัสยิดย่านพญาไทมีนายเนวินอยู่เบื้องหลัง ซึ่งการกล่าวอ้างนี้ล้วนแต่เป็นเท็จเนื่องจากตนได้สอบถามจาก ขสมก.และยืนยันว่าเหตุการณ์ยึดรถของ ขสมก.เป็นพวกกลุ่มเสื้อแดง มีหลักฐานพยานยืนยัน ซึ่งทางขสมก.ได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ที่สน.นางเลิ้งสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้
 
 "ขอยืนยันว่าแม้กลุ่มเสื้อสีน้ำเงินภายในพรรคภูมิใจไทยแต่ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพราะนโยบายของพรรคได้ยึดหลักสงบ สันติ สามัคคี"นายศุภชัยกล่าว 
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายของนายสนธิ  ลิ้มทองกุล อ้างมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นจะมีการแจ้งความดำเนินคดีด้วยหรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่คิดจะดำเนินคดีใด ๆ กับนายจิตตนาถ แต่หากมีพยานหลักฐานที่แท้จริงว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกับเหตุการณ์ความวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ข้อให้นำมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจะได้ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

“เทพไท”เย้ยข้อมูลเพื่อไทยคนหายคือนปช.

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยไปยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้สอบสวนเรื่องมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และ สูญหาย 8 รายระหว่างการควบคุมการชุมนุม ว่า ในส่วนของผู้เสียชีวิต น่าจะเป็นกรณีการเสียชีวิตของ รปภ. 2 รายที่จมน้ำย่านสะพานปิ่นเกล้า แต่ไม่แน่ใจกรณีผู้สูญหายว่าเป็นใคร หรือออาจจะเป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ที่หายตัวไป เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข นายชินวัตร หาบุญพาด และพวกแกนนำอื่นๆที่หลบลงใต้ดิน ซึ่งรวมแล้วอาจจะครบ 8 คน

 โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยปล่อยข่าวบิดเบือนว่า มีผู้อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งถูกควบคุมตัวไปที่จังหวัดลพบุรี แต่ฟื้นขึ้นมาเห็นผู้เสียชีวิตนับ 10 รายอยู่บนรถคันนั้นแล้วกระโดดหนีมาได้ที่จังหวัดสิงห์บุรีนั้น ต้องถามว่าทำไมหากจะไปจังหวัดลพบุรี จะต้องขับผ่าน จ.สิงห์บุรีด้วยหรือ หรือจะเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา แต่หากจะสร้างเรื่องขึ้นมาจะต้องสร้างเรื่องให้เป็นเหตุเป็นผล

"วิปวุฒิ"ขอ6 ชั่วโมงอภิปรายร่วม2สภา

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 14.00 น.มีการประชุมคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลของเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อหารือถึงสถานการณ์บ้านเมือง ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้ขอเปิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ในวันที่ 22 - 23 เม.ย.

 พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา วิปวุฒิ กล่าวภายหลังการประชุมวิปวุฒิว่า ทางส.ว.ได้เตรียมผู้อภิปรายไว้จำนวน 22 คน จากคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาคณะละ 1 คนโดยทางวิปวุฒิได้ส่งตัวแทน 5 คนเข้าไปหารือในการประชุมร่วมของวิป 3 ฝ่ายวันที่ 21 เม.ย. ซึ่งในเบื้องต้นมีการจัดสรรเวลาให้วุฒิสภาเพียง 4 ชั่วโมง แต่วุฒิสภาจะขอเพิ่มเป็น 6 ชั่วโมง

ทั้งนี้การอภิปรายจะอยู่ใน 3 ประเด็นคือ ปัญหาแนวทางการยุติปัญหา และการแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งการอภิปรายสมาชิกจะมีอิสระเต็มที่ ขึ้นอยู่กับมุมมองในการแสดงความคิดเห็น ส่วนประเด็นนิรโทษกรรม และการตัดสิทธิทางการเมืองนั้น วันนี้นายกฯ คิดไปไกลกว่าส.ว.แล้ว ซึ่งยังไม่รู้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจะสามารถยุติปัญหาความขัดแย้งได้ หรือจะกลายเป็นการทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น อย่างไรก็ดีในวุฒิสภาก็มีส.ว.ที่มีความเห็นว่าไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ตนและส.ว.บางส่วนเห็นว่าควรแก้ไข เพราะมีหลายมาตราที่เป็นปัญหา และไม่เป็นประชาธิปไตย อาทิ ยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง หรือประเด็นที่ศาลมีอำนาจมากเกินไป

 

ข่าวจาก http://www.komchadluek.net/detail/20090420/9927/เนวินฟ้องแล้วจตุพรณัฐวุฒิอดิศรหมิ่น.html

ภากจาก http://www.siamrath.co.th/ImagesUpload/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%20%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%2001121.jpg